earth

วันคุ้มครองโลก

posted on 22 Apr 2008 14:13 by oatato in Thoughts

ในที่สุด ก็เวียนมาถึงวันคุ้มครองโลกอีกครั้งหนึ่ง (22 เมษายน)

เคยเขียนเอ็นทรีไปเกี่ยวกับวันคุ้มครองโลกไปเมื่อปีที่แล้ว สามารถตามไปอ่านได้ ที่นี่

ถ้าประสาทการรับรู้ข่าวสารของผมไม่ผิดพลาด ผมรู้สึกว่ากระแสการรณรงค์เกี่ยวกับเรื่อง
โลกร้อนเริ่มซาลงไปในระดับหนึ่ง และก็มีเรื่องวิกฤตการณ์การขาดแคลนอาหารเข้ามาแทนที่
และมันคงเป็นสิ่งที่ปฏิเสธได้ยากว่า นี่ไม่ใช่ผลที่สืบเนื่องตามมาจากการเปลี่ยนแปลงของโลกนั่นเอง

- ภัยธรรมชาติ
- โรคระบาดใหม่ ๆ
- เชื้อเพลิง/อาหารขาดแคลน

มนุษย์เราส่วนใหญ่มักจะชอบสิ่งแปลกใหม่ แต่มันคงไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีที่จะพบว่า
ในทุก ๆ ปีที่ผ่านไป จะมีวิกฤติการณ์อะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นบนโลกอยู่เสมอ

. . .

ผมเคยวาดฝันไว้เหมือนในนิยายวิทยาศาสตร์ว่า จะมีดาวที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับมนุษย์
พร้อมให้มนุษย์ที่มีวิทยาการที่เจริญก้าวหน้าในยุคถัดไป ได้สามารถอพยพไปในยามที่เกิด
ภาวะวิกฤติขึ้นบนโลกนี้ในอนาคต

แต่ความเป็นจริงนั้นก็คือ วิกฤิตการณ์ในอนาคตที่ว่านั้นคงเร็วกว่าที่คิด
... และมนุษย์เราเองไม่ได้เจริญก้าวหน้าอย่างที่คิดเช่นกัน

แวะเข้าไปอ่านเอ็นทรีของคุณ PoY : ประเทศไหนใช้ไฟเปลือง
ได้มีโอกาสเจอภาพที่เคยเห็นมาเมื่อหลายปีมาแล้ว ...

นั่นคือ ภาพถ่ายของพื้นผิวโลกในยามค่ำคืน (Earth at Night) โดยองค์การนาซ่า

Eatch at Night

ผมรู้สึกว่าภาพถ่ายนี้เป็นภาพแห่งการสร้างสรรค์ความคิดได้ดีเยี่ยมภาพหนึ่ง

เพราะเป็นภาพที่มองแล้วทำให้เกิดมุมมองทางความคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้หลากหลาย

- เป็นภาพที่บ่งบอกถึงความเจริญของมนุษย์ตามพื้นที่ต่าง ๆ โดยวัดจากความสว่าง
- ถ้าความเจริญเป็นเช่นนั้นจริง ทำไมประเทศในแถบเหนือถึงมักเจริญกว่าประเทศตอนล่าง
- นักถ่ายภาพอาจจะกำลังอยากรู้ว่าภาพที่ถ่ายมีขนาดกี่กิ๊กกะพิเซล ใช้เลนส์ยี่ห้ออะไร
- บางคนอาจจินตนาการถึงการเป็นนักบินอวกาศที่มีโอกาสขึ้นไปเห็นภาพนี้ของจริง
- กลุ่มอนุรักษ์นิยมอาจใช้เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญทีี่่จะมัดตัวว่าประเทศไหนใช้ไฟมากมายกว่าใคร
- บางคนคงสงสัยว่าทำไมถึงถ่ายภาพกลางคืนได้พร้อมกันในโลกที่สลับกลางวันและกลางคืน
- Google คงไม่คิดจะเอาภาพมืด ๆ แบบนี้ไปใช้ในโปรแกรม
Google Earth แน่ ๆ
- ฯลฯ

. . .

ผมก็เกิดความคิดฟุ้งซ่านบางอย่างเวลาที่มองภาพนี้เช่นกัน ...

สงสัยว่าโลกนี่เป็นดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวในจักรวาลหรือเปล่าที่สามารถเปล่งแสง
ออกมาให้เห็นได้จากนอกดวงดาว จากฝีมือของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนดาวดวงนี้

เป็นคำถามคล้าย ๆ กับคำถามที่ว่า ในจักรวาลนี้มีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวดวงอื่นอีกหรือไม่
ซึ่งถึงจะฟังดูคล้าย ๆ แต่ก็ไม่เหมือนกัน เพราะหากมีสิ่งมีชีวิตบนดาวอื่นจริง เขาอาจจะ
ไม่มีอุปกรณ์กำเนิดแสงสว่างอย่างเราก็ได้ พวกเขาอาจไม่มีคนที่ริเริ่มทดลองประดิษฐ์
หลอดไฟอย่าง โทมัส เอดิสัน หรืออาจจะมีก็ได้ แต่เกิดล้มเลิกการทดลองไปเสียก่อน
ที่จะประสบผลสำเร็จ ในขณะที่คุณเอดิสันบนดาวเราอดทนกว่า ยังคงทดลองต่อไปอีก
นับหมื่นครั้ง จึงประสบผลในที่สุด

ดาวดวงนั้นอาจจะไม่มีแสงไฟสว่างจ้าในยามค่ำคืน ยังคงต้องอาศัยไฟจากฟืนและเทียน
เราอาจจะนึกภาพถึงความยากลำบากในการดำรงชีวิต แต่นั่นอาจเป็นเรื่องที่ดีก็ได้

เพราะเราไม่ต้องทำงานหรือออกไปท่องเที่ยวในยามค่ำคืน เอาเวลาไปพักผ่อนเพื่อรอ
ต้อนรับแสงสว่างของวันใหม่ในตอนเช้า อย่างที่สิ่งมีชีวิตประเภทอื่น ๆ เค้าทำกัน

หรือไม่ผู้คนบนดาวดวงนั้นก็อาจจะมีแนวคิดที่ต่างออกไป โดยประดิษฐ์แว่นอินฟราเรด
ที่มีประสิทธิภาพสูง ที่สามารถแสดงภาพได้ชัดเจนไม่แพ้กับการมองเห็นในตอนกลางวัน
ไม่ต้องใช้แหล่งพลังงานไฟฟ้ามากเกินความจำเป็นเพื่อนำไปสร้างแสงสว่างแต่อย่างใด

ใครจะรู้ นั่นอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการใช้ความสว่างก็ได้

. . .

เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์หรือปัญหาแบบเดียวกัน ต่างคนก็อาจใช้ทางเลือกที่แตกต่างกัน
ซึ่งต่างคนก็ต่างคิดว่าวิธีการของตนนั้นดีที่สุดที่จะทำให้ผ่านพ้นอุปสรรคนั้นไปได้อย่างดี

การสร้างแหล่งกำเนิดแสงสว่างขึ้นมานับว่าเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุด แต่การนำไปใช้นอกเหนือ
จากแค่การขจัดความมืดออกไปนั้นมีมากมายเหลือเกิน จนบางครั้งดูเหมือนจะมากเสียจน
ไม่ได้เล็งเห็นคุณค่าของมัน

. . .

ถ้าสมมุติว่าแต่ละคนมีเทียนไขอยู่คนละเล่มเหมือน ๆ กัน

คนหนึ่งจุดเพื่อให้แสงสว่างสลัว ๆ และพึงพอใจอยู่กับสภาพนั้นตลอดเวลาจนเทียนหมดไป

คนหนึ่งจุดใช้เฉพาะเืมื่อยามที่ต้องการแสงสว่าง และเป่าให้ดับไปในเวลาที่ไม่จำเป็น

คนหนึ่งจุดเทียนทั้งสองด้านเพื่อให้ได้ความสว่างเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในเวลาที่สั้นลง 2 เท่า

อีกคนหนึ่งที่กำลังมีความคิดแปลกใหม่โดยแบ่งเทียนออกไปเป็นสองท่อน แล้วจุดไฟพร้อมกัน
ในทั้ง 4 ด้านเพื่อความสว่างยิ่งยวด ... โดยไม่คำนึงถึงประเด็นสำคัญที่ว่า อีกเดี๋ยวมันก็ดับแล้ว

. . . 

บางทีโลกเราอาจกำลังทำตัวเหมือนกับคนสุดท้ายนี่เอง

ความบังเอิญที่ 1

ระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์ :
3 แสนกว่ากิโลเมตร

ระยะทางจากโลกถึงดวงอาทิตย์ :
150 ล้านกิโลเมตร

ขนาดของดวงอาทิตย์ :
ใหญ่กว่าดวงจันทร์ 65 ล้านเท่า

ขนาดของดาวสองดวงจากมุมมองบนพื้นโลก :
เกือบเท่ากัน (พิสูจน์จากเหตุการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง)

. . .

ความบังเอิญที่ 2

ระยะเวลาที่ดวงจันทร์หมุนรอบตัวเอง :
28-29 วัน

ระยะเวลาที่ดวงจันทร์หมุนรอบโลก :
28-29 วัน

ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น :
ดวงจันทร์หันด้านหนึ่งหาโลก และหันอีกด้านหนึ่งสู่จักรวาล ตลอดเวลา
มนุษย์จึงเห็นดวงจันทร์เพียงด้านเดียว (ด้านที่มีกระต่ายตำข้าว) ตลอดมา

(จากความบังเอิญนี้ จึงทำให้อีกด้านหนึ่งของดวงจันทร์กลายเป็นด้านที่รับการชนจาก
อุกกาบาตอย่างหนักหน่วงที่สุด ซึ่งเชื่อกันว่าหลุมอุกกาบาตที่ใหญ่ที่สุดบนดวงจันทร์นั้น
มีความลึกกว่าของหลุมบนดาวดวงใดในระบบสุริยจักรวาล)

. . .

ถ้าปรากฎการณ์เหล่านี้ถือเป็นความบังเอิญที่น่าทึ่งที่เกิดให้เห็นบนดาวโลกดวงนี้แล้ว
ยังมีความบังเอิญอย่างอื่นที่มหัศจรรย์กว่านี้มากมายหลายเท่านัก ...

นั่นคือการถือกำเนิดของสิ่งมีชีวิต ที่เกิดขึ้นบนดาวดวงนี้เช่นกัน

ถ้านั่นคือความบังเอิญ ... จริง ๆ

. . .

เอ็นทรีเกี่ยวข้อง: ก็แค่แสงกะพริบหนึ่งในเอกภพ

ข้อมูลประกอบ: จากหนังสือ "แมงกะพรุนถนัดซ้าย" ของ ประภาส ชลศรานนท์

ไม่ใช่คำเปรียบเปรยแต่อย่างใด ความหมายเป็นไปตามหัวข้อจริง ๆ ครับ
แต่ขอบอกก่อนว่านี่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ เป็นแค่แนวคิดเท่านั้น...

เคยได้ยินทฤษฎีนี้ไหมครับ ที่บอกว่าแผ่นดินของทวีปต่าง ๆ นั้นเคยอยู่ติดกันเป็นผืนเดียวกันมาก่อน
แล้วเคยสงสัยไหมครับว่าถ้ามันติดกินเป็นเหมือนทวีปผืนใหญ่อยู่กลางมหาสมุทร มันจะมีหน้าตายังไง
แล้วด้วยสาเหตุจากปรากฎการณ์ทางธรรมชาติประเภทไหนกัน ที่ทำให้มันถึงแยกตัวหนีออกจากกัน
ตลอดระยะเวลา185 ล้านปีที่ผ่านมา
ทั้ง ๆ ที่ในปัจจุบันนี้ เราไม่เคยพบปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ
ที่ทำให้
เกาะใดมีการแยกตัวห่างออกจากกันเลย

ลองดูภาพประกอบในวีดีโอในขณะที่โลกมีขนาดเล็กลง จะเห็นว่าแต่ละทวีปมีการเชื่อมต่อกันได้
อย่างพอดิบพอดี แถมยังเชื่อมต่อกันทั้งดวงดาวโดยไม่มีพื้นที่มหาสมุทรมาล้อมรอบแบบตลก ๆ
เหมือนกับที่ทฤษฎีแบบดั้งเดิมที่นักวิทยาศาสตร์คิดว่าเป็นแบบนั้น

จากที่ฟังคร่าว ๆ เขาบอกว่าดวงดาวต่าง ๆ จะมีการหมุนรอบตัวเองตลอดเวลา ซึ่งก่อให้เกิด
แรงเหวี่ยงซึ่งจะมีผลให้ขนาดของดวงดาวนั้นเปลี่ยนไป โดยมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ตลอดมาด้วยอัตราความเปลี่ยนแปลงที่น้อยมากจนไม่มีใครจะสังเกตุได้ (ใครจะอยู่สังเกตุล่ะ)
ดังนั้นโลกเราซึ่งก็เป็นก็ไม่พ้นจากกฏเกณฑ์ของการขยายตัวของดวงดาวนี้เช่นกัน

เมื่อพื้นที่ภายในขยายตัว พื้นที่ภายนอกก็จะแตกออกจากกันเนื่องจากการขยายตัวนั้น
ซึ่งร่องรอยของการแตกตัวก็ยังคงมีให้เห็นอยู่อย่างชัดเจนในส่วนของพื้นผิวมหาสมุทร

ถึงจะไม่มีองค์กรใดออกมายอมรับเกี่ยวกับแนวคิดนี้ก็เถอะ
แต่ส่วนตัวผมเชื่อว่ามันเป็นไปได้นะ มันดูเข้าท่าดีทีเดียวล่ะ


ช่วงนี้กำลังมีกระแสการรณรงค์เกี่ยวกับภาวะโลกร้อนกันอยู่
ไม่อยากให้เป็นแค่เรื่องของการฮือฮาใส่ใจกันเพียงแค่วันเดียว
เลยขอไปเสาะหาข้อมูลมาแปลเพิ่มเติมกันอีกซักหน่อย

ที่มา: An Inconvenience Truth : The Science

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ภาวะโลกร้อนคืออะไร

คือภาวะที่ผื้นผิวโลกที่มีอุณภูมิสูงขึ้นเนื่องจากการที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซอื่น ๆ
กับเก็บความร้อนจากแสงอาทิตย์เอาไว้ในชั้นบรรยากาศ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้
ดวงดาวของเรามีสภาพที่เอื้ออำนวยต่อความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิต แต่อย่างไรก็ตาม จากการเผา
เชื้อเพลิงอย่างเช่น ถ่านหิน ก๊าซ และน้ำมัน ตลอดจนถึงการตัดไม้ทำลายป่า จึงส่งผลให้ปริมาณ
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ เช่นเดียวกับระดับอุณหภูมิ
ที่กำลังสูงขึ้น

ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์เห็นพ้องต้องกันว่าภาวะโลกร้อนที่พูดถึงนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง และได้เกิดขึ้น
แล้ว และมันได้ส่งผลกระทบกับการดำเนินชีวิตของเราและความผิดปกติของธรรมชาติ
ซึ่งหลักฐานที่ได้ค้นพบนั้นมีอยู่มากมายและชัดเจนจนยากที่จะปฏิเสธ

เราได้พบเห็นการเปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว เช่น ธารน้ำแข็งกำลังละลาย พืชและสัตว์ต่าง ๆ กำลังถูก
ผลักดันให้ต้องอพยพออกจากถิ่นฐานเดิมของมัน และปริมาณพายุที่มีความรุนแรงก็มีให้เห็นเพิ่มขึ้น
เช่นเดียวกับความแห้งแล้ง

พายุเฮอร์ริเคนที่มีความรุนแรงระดับ 4 ถึง 5
มีจำนวนเพิ่มขึ้นสองเท่าตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา
โรคไข้มาลาเรียสามารถระบาดได้ในเขตพื้นที่ที่มีระดับสูงขึ้น
อย่างเช่นในบริเวณเทือกเขา Colombian Andes ที่มีความสูง
อยู่ในระดับ 7,000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล
กระแสธารน้ำแข็งในเขตกรีนแลนด์
มีปริมาณเพิ่มขึ้นสองเท่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
พืชและสัตว์ไม่ต่ำกว่า 279 สปีชีส์ได้มีการตอบสนองต่อภาวะโลกร้อน
เห็นได้จากการพยายามย้ายถิ่นฐานเข้าใกล้ขั้วโลกมากขึ้น

และถ้าระดับความร้อนยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเราคงจะได้เห็นสิ่งเลวร้ายที่จะตามมาคือ

อัตราการเสียชีวิตอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน
จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นสองเท่าภายในระยะเวลา 25 ปีคือ 300,000 คนต่อปี
ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นมากกว่า 20 ฟุต จากการละลายหายไปของพื้นน้ำแข็ง
ในเขตกรีนแลนด์และแอนตาร์คติกาซึ่งจะกลืนกินพื้นที่ชายฝั่งทั่วโลก
คลื่นความร้อนจะเกิดบ่อยขึ้นและมีความรุนแรงขึ้นกว่าเดิม
ความแห้งแล้งและการเกิดไฟป่าจะมีมากขึ้น
มหาสมุทรอาร์คติกจะปราศจากน้ำแข็งหลงเหลือ ในฤดูร้อนของปี ค.ศ.2050
สิ่งมีชีวิตทั่วโลกมากกว่าหนึ่งล้านสปีชี่ส์จะสูญพันธุ์ภายในปี ค.ศ.2050
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ภาพข้างล่างนี่บ่งบอกถึงสภาวะโลกร้อนได้ชัดเจนครับ

ภาพธารน้ำแข็ง (glacier) ในเปรู ปี 1980

ภาพธารน้ำแข็ง (glacier) ในเปรู ปี 2002

กระทู้ที่น่าสนใจ:
arunsawat.com : ภัยที่น่ากลัว

Recommend